ประตูที่สองในการเปิดเข้าไปค้นหาหัวใจสีขาว คือ การชำระล้างซักฟอกใจที่ขุ่นมัวไปด้วยอารมณ์ที่ไม่เป็นที่พอใจ ไม่พึงประสงค์ ไม่เป็นที่สบใจ ทั้งที่เกิดจากตัวเอง จากบุคคลรอบข้าง จากเหตุการณ์และสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดในชีวิต จนกลายเป็นตะกอนใจบ้าง เป็นก้อนกรวดแห่งความคับใจบ้าง หรือแม้กระทั่งเป็นสนิมใจ เพื่อให้สิ่งแปลกปลอมและมลพิษเหล่านี้เจือจางเบาบางลงมากที่สุด มิเช่นนั้น หัวใจของเราก็จะพร่ามัวและถูกปกคลุมด้วยเครื่องเศร้าหมองต่างๆ อยู่ตลอดเวลา จนอาจเข้าใจผิดว่าสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของจิตใจไปด้วย
เรียกให้ทันสมัยน่าสนใจหน่อย ก็คือ การดีท็อกซ์ใจ
ในทางร่างกาย เราสามารถดีท็อกซ์หรือล้างพิษออกได้หลากหลายวิธี เช่น สิ่งที่เป็นปฏิกูลของเสียหนักที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถดีท็อกซ์ออกทางลำไส้ใหญ่ โดยการใช้กาแฟดำสวนเข้าไปทางทวารหนัก ส่วนของเสียที่เป็นของเหลว เช่น นํ้าปัสสาวะ สามารถดีท็อกซ์ออกทางตับไตโดยการดื่มชาหรือเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเฉพาะ สารพิษละเอียดที่ค้างอยู่ในกล้ามเนื้อสามารถดีท็อกซ์ออกทางเหงื่อตามผิวหนัง โดยการออกกำลังกาย การใช้เครื่องอบสมุนไพรหรือเข้าซาวน่า
สำหรับของเสียหรือมลพิษทางความคิดและอารมณ์ที่เราเก็บหมักหมมไว้ในจิตใจเป็นระยะเวลายาวนาน ก็ต้องมีวิธีในการดีท็อกซ์เช่นเดียวกัน ตามลักษณะอาการของแต่ละคน แบ่งออกง่ายๆ เป็น 3 ระดับได้แก่
ระดับที่หนึ่ง ตะกอนใจ
ระดับที่สอง ก้อนกรวดแห่งความคับแค้นใจ
ระดับที่สาม สนิมใจ
ก่อนจะเข้าสู่รายละเอียดการดีท็อกซ์ใจ ขอยกเรื่องในสมัยพุทธกาลมาเล่าสู่กันฟัง จะเห็นได้ชัดเจนว่าเรื่องความสวยความงาม ความผุดผ่องของผิวพรรณและใบหน้านั้นเป็นเรื่องที่ควบคู่กันมากับสตรีทุกยุคทุกสมัย หากใครเคยได้อ่านคงพอคุ้นกับเรื่องที่ พระนางมัลลิกา ได้ไปกราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรหนอเป็นเหตุให้มาตุคามบางคนในโลกนี้ จึงมีผิวพรรณวรรณะผ่องใส น่าดู น่าแล น่าชมยิ่งนัก อะไรหนอเป็นเหตุให้มาตุคามบางคน จึงมีผิวพรรณวรรณะเสื่อมทราม ไม่น่าดู ไม่น่าแล ไม่น่าชม
มาตุ มาตา ก็คือ เพศแม่ หรือผู้หญิงนั่นเอง
สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือ พระพุทธองค์ได้ตรัสตอบถึงสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิง (ซึ่งก็รวมถึงผู้ชายทั้งหลายด้วย) มีผิวพรรณวรรณะผุดผ่อง งดงาม เอาไว้ดังนี้
ดูก่อนพระนางมัลลิกา มาตุคามบางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้มักโกรธ ไม่มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่ากล่าวแม้มากก็ไม่ขัดเคือง ไม่ฉุนเฉียว ไม่แสดงความโกรธ ความขัดเคืองและความไม่พอใจให้ปรากฏ ถ้ามาตุคามนั้นจุติ (ตาย) จากอัตภาพนั้น แล้วกลับมาเกิดในชาติใดๆ ย่อมเป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าชม มีผิวพรรณอันงามยิ่ง
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น พระนางมัลลิกาก็กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในชาติอื่นชะรอยหม่อมฉันจะเป็นผู้มักโกรธ มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่ากล่าวแม้เล็กน้อยก็ขัดเคือง ฉุนเฉียว แสดงความโกรธ ความขัดเคืองและความไม่พอใจให้ปรากฏ ในบัดนี้ หม่อมฉันจึงมีผิวพรรณทราม รูปชั่ว ไม่น่าดู
ตั้งแต่วันนี้ไป หม่อมฉันจักไม่โกรธ ไม่มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถึงถูกว่ากล่าวแม้มากก็ไม่ขัดเคือง ไม่ฉุนเฉียว ไม่แสดงความโกรธ ความขัดเคืองและความไม่พอใจให้ปรากฏ
(มัลลิกสูตร ๒๑/๑๙๗)
ข้อความในพระสูตรนี้กระจ่างชัดเจน ผู้ที่ไม่มักโกรธ ไม่มีความคับแค้นใจ จะเป็นผู้มีผิวพรรณวรรณะผ่องใส อย่างที่เรียกว่า ใสกิ๊กมาจากข้างใน เราคงเคยเห็นบางคนหน้าตาดี ทั้งสวยทั้งหล่อ แต่เมื่อโกรธขึ้นมาเมื่อไร ความหล่อความสวยก็อันตรธานหายไปทันที บางคนแม้หน้าตาไม่ดีนัก ไม่ถึงขั้นสวยหล่อแต่ก็เป็นคนที่มีเสน่ห์ อารมณ์ดี ไม่ขี้โมโห มีกิริยามารยาทงดงามและคำพูดที่อ่อนหวาน อยู่ที่ไหนก็เป็นที่รักของที่นั่น
เมื่อเห็นประโยชน์เช่นนี้แล้ว มาเข้าสู่กระบวนการดีท็อกซ์ใจกันเลยดีกว่า... |